head prakardsod






























































แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 31
1
ศูนย์ข้อมูลโควิด-19: การดูแลผู้สูงอายุในช่วง COVID-19 กลุ่มเสี่ยงที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ

หากวิเคราะห์จากยอดผู้เสียชีวิตในประเทศไทยในตอนนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โรคโควิด-19 (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุมากกว่าช่วงวัยอื่น เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่จำนวนการเสียชีวิตจากโรคนี้มากที่สุด เราจึงควรทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงจากโรคและเพิ่มความใส่ใจในการดูแลผู้สูงอายุในช่วงนี้เป็นพิเศษ

COVID-19 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งการติดเชื้ออาจเกิดได้จากการสูดเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย หรือสัมผัสโดนเชื้อก่อนแล้วนำมาสัมผัสปาก จมูก หรือตา หากผู้สูงอายุเกิดการติดเชื้อโควิด-19 ก็อาจเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงและเสียชีวิต มาดูกันว่าปัจจัยใดที่เพิ่มความเสี่ยงนี้ให้มากขึ้น บทความนี้มีคำตอบมาฝากกัน


ทำไมผู้สูงอายุจึงไวต่อ COVID-19 มากกว่าวัยอื่น ?

ปกติแล้ว ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุ 60-84 ปีขึ้นไปมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 4-11 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ป่วยที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไปจะอยู่ที่ประมาณ 10-27 เปอร์เซ็นต์ โดยมักมีแนวโน้มก่ออาการรุนแรงจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต เนื่องจากร่างกายที่เสื่อมสภาพไปตามอายุและโรคประจำตัว ดังนี้

   
มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ทำให้กระบวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสภาพ อีกทั้งผู้สูงอายุบางรายยังอาจรับประทานยาบางชนิดที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ร่างกายจึงกำจัดเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายได้ยาก และเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อมากขึ้น

   
มีโรคประจำตัวรุนแรงหรือเรื้อรัง

งานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ว่า ผู้ป่วยโควิด-19 อายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาสุขภาพรุนแรงหรือเรื้อรังอย่างโรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ อาจเสี่ยงเกิดอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงสูงกว่าผู้ป่วยในช่วงอายุอื่น


ผู้สูงอายุรับมือกับ COVID-19 ได้อย่างไร

ผู้สูงอายุสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสลงได้ และคนในครอบครัวสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้สูงอายุเพียงทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

    ควรอยู่แต่ในบ้านเท่าที่จะเป็นไปได้ หันมาติดต่อกับคนอื่น ๆ ผ่านทางโทรศัพท์แทนการไปมาหาสู่กัน
    หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ประมาณ 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70 เปอร์เซ็นต์ ทดแทนในกรณีที่ไม่มีน้ำและสบู่
    ควรสวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ หากตนเองมีอาการไอหรือจาม หรือจำเป็นต้องออกไปนอกบ้าน สถานที่สาธารณะ หรือบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน
    เว้นระยะห่างต่อกันอย่างน้อย 2 เมตร และอยู่ให้ห่างจากคนที่มีอาการป่วยใด ๆ ก็ตาม
    เตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน หรือยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำให้พร้อม เพื่อลดการออกไปพบปะผู้คนและอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้สูงอายุ
    ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคตามพื้นผิวสิ่งของหรือจุดที่คนในบ้านสัมผัสเป็นประจำ เช่น ลูกบิดประตู หน้าต่าง เก้าอี้ หรือราวจับ เป็นต้น
    หลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวและออกไปยังสถานที่สาธารณะหรือที่พลุกพล่าน หากจำเป็นต้องออกไปนอกบ้าน คนในครอบครัวควรอยู่ให้ห่างจากผู้สูงอายุและรีบทำความสะอาดร่างกายทันทีที่กลับเข้าบ้าน
    ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงดีหรือได้นัดหมายกับแพทย์ล่วงหน้า อาจปรึกษาแพทย์ในการงดไปที่โรงพยาบาล หรือขอรับยาและเลื่อนนัดในช่วงการระบาดของโรค เพื่อลดโอกาสในการรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
    พักจากการอ่านหรือการฟังข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 และลองหากิจกรรมผ่อนคลายร่วมกับคนในครอบครัว เพื่อคลายเครียด ลดความกังวลใจและความเบื่อหน่าย

สุดท้ายนี้ การหมั่นดูแลและสังเกตความผิดปกติของผู้สูงอายุอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อความปลอดภัย ห่างไกลจากการติดเชื้อไวรัส และอยู่เป็นที่รักของลูกหลานได้นานยิ่งขึ้น หากผู้สูงอายุหรือคนในครอบครัวมีความกังวลเกี่ยวกับโรคโควิด-19 โรคประจำตัว หรือการเจ็บป่วยอื่นใด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาโดยเร็ว หรือโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

2
หมอออนไลน์: หูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน (Acute labyrinthitis)

หูชั้นใน (inner ear/labyrinth) ประกอบด้วยอวัยวะ 2 ส่วน ได้แก่ อวัยวะหอยโข่ง (cochlea) ซึ่งควบคุมเกี่ยวกับการได้ยิน กับหลอดกึ่งวง (semicircular canals) 3 อัน ซึ่งควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัว โดยมีเส้นประสาทเชื่อมต่อกับสมอง เส้นประสาทแขนงที่เชื่อมระหว่างอวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว (ในหูชั้นใน) กับสมองมีชื่อว่า เส้นประสาทการทรงตัว (vestibular nerve)

ทั้งหูชั้นในและเส้นประสาทการทรงตัวอาจเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนอย่างรุนแรงคล้ายกัน ต่างกันตรงที่หูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน (ซึ่งมีการอักเสบของเส้นประสาทการทรงตัวร่วมกับประสาทการได้ยิน) จะมีอาการหูตึงและมีเสียงดังในหูร่วมด้วย ในขณะที่เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบจะมีอาการบ้านหมุนเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 โรคนี้มีสาเหตุและการดูแลรักษาในแนวเดียวกัน

โรคทั้ง 2 ชนิดนี้ พบได้ในคนทุกวัย แต่พบบ่อยกลุ่มอายุ 30-60 ปี

หูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน,เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ


สาเหตุ

อาการผิดปกติเกิดจากหูชั้นใน/เส้นประสาทการทรงตัวมีการอักเสบ ทำให้กระทบต่อการส่งสัญญาณไปที่สมองของประสาทการทรงตัวและประสาทการได้ยิน (สำหรับโรคหูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน) หรือการส่งสัญญาณของประสาทการทรงตัวเพียงอย่างเดียว (สำหรับโรคเส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ) ทำให้เกิดอาการผิดปกติของการทรงตัวและการได้ยิน (สำหรับโรคหูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน) หรืออาการผิดปกติของการทรงตัวเพียงอย่างเดียว (สำหรับโรคเส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ)

ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส ที่พบบ่อยคือ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น นอกจากนี้อาจเกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ เช่น คางทูม หัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส เริม งูสวัด ตับอักเสบจากไวรัส เอชไอวี เป็นต้น

ส่วนน้อยอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่น หูชั้นกลางอักเสบจากแบคทีเรีย โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรีย) ซึ่งพบว่าผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นหูชั้นในอักเสบจากแบคทีเรีย คือ กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และมักทำให้เกิดโรคหูชั้นในอักเสบเฉียบพลันมากกว่าเส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ

นอกจากนี้ บางรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่เป็นหูชั้นในอักเสบ ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ (เช่น การบาดเจ็บที่หูหรือศีรษะ การผ่าตัดหู) บางรายอาจพบร่วมกับโรคภูมิต้านตนเอง (เช่น เอสแอลอี ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง)

ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด มีความเครียดจัด ร่างกายเหนื่อยล้าเป็นประจำ มีประวัติโรคภูมิแพ้ หรือกินยาบางชนิด (เช่น แอสไพริน ยาต้านซึมเศร้า ยารักษาเบาหวานบางชนิด) มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหูชั้นในอักเสบเฉียบพลันมากขึ้นกว่าปกติ


อาการ

หูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการเวียนศีรษะ เห็นบ้านหมุนอย่างฉับพลันและรุนแรงติดต่อกันนานเป็นวัน ๆ มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียการทรงตัว (ลุกนั่ง ยืน เดิน ทรงตัวไม่ได้ มักจะเซล้มไปข้างหนึ่ง) ร่วมกับมีเสียงในหู (หูอื้อ) และ/หรือหูตึง (ได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงไม่ชัด) ในหูข้างหนึ่ง และอาจมีอาการตากระตุก (มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของดวงตาซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ) ร่วมด้วย

ผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงจนต้องนอนพัก ลุกขึ้นเดินลำบากและทำงานไม่ได้ ซึ่งมักจะเป็นอยู่นาน 2-3 วัน บางรายอาจนานถึง 1 สัปดาห์

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่พบว่าจะมีอาการบ้านหมุนเกิดขึ้นหลังเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น บางรายอาจมีประวัติเป็นโรคติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ หรือหูชั้นกลางอักเสบมาก่อน

เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ มีอาการแบบเดียวกับหูชั้นในอักเสบเฉียบพลันดังกล่าวข้างต้น แต่จะไม่มีอาการหูตึงและเสียงดังในหูร่วมด้วย


ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และจะหายได้เป็นปกติ และมักไม่กลับมากำเริบอีก

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ ได้แก่

    ขณะที่มีอาการอย่างฉับพลันและรุนแรง อาจทำให้ทำงานหรือขับรถไม่ได้ หรืออาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือหกล้มได้
    ในรายที่มีอาการอาเจียนมาก อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ
    บางรายหลังจากอาการทุเลาลงแล้ว อาจมีอาการของบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่า (บีพีพีวี) ตามมา ซึ่งจะมีอาการไม่รุนแรง แต่จะเป็นเรื้อรังอยู่นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ๆ
    สำหรับผู้ที่เป็นหูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน อาจมีอาการหูตึงหรือหูหนวกอย่างถาวร ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก และมักจะพบในรายที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (โรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง) เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรีย

ส่วนในรายที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดอาการหูตึงหรือหูหนวกอย่างถาวร ที่อาจพบได้ เช่น ผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดที่บริเวณหู


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจหู ตา และระบบประสาท)

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการเป็นหลัก ได้แก่ อาการบ้านหมุนที่เกิดขึ้นฉับพลันและรุนแรง ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียการทรงตัว ลุกนั่งไม่ได้ โดยมีอาการต่อเนื่องกันนานเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวัน ๆ และมักมีประวัติว่าเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น หรือหูชั้นกลางอักเสบมาก่อนที่จะมีอาการบ้านหมุน


การตรวจดูตา อาจพบอาการตากระตุก

ในรายที่มีอาการบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่า (บีพีพีวี) ซึ่งพบในระยะหลังของโรค การทดสอบดิกซ์ฮอลล์ไพก์ (ดู "โรคบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่า/บีพีพีวี" เพิ่มเติม) มักจะให้ผลบวก คือกระตุ้นให้เกิดอาการบ้านหมุนและตากระตุก

ในรายที่ยังวินิจฉัยไม่ได้ชัดเจน มีอาการแย่ลงหรือนานกว่า 3 สัปดาห์ หรือสงสัยว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น (เช่น โรคทางสมอง โรคทางหูชนิดอื่น ๆ) แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด เอกซเรย์ ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตรวจสมรรถภาพของการได้ยิน (audiometry) ตรวจความผิดปกติของหูชั้นในที่เกี่ยวกับการทรงตัว (เช่น electronystagmograp hy/ENG, video head impulse test) ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง เป็นต้น


การรักษาโดยแพทย์

1. ในรายที่อาการไม่รุนแรง และยังกินอาหารดื่มน้ำได้ ลุกขึ้นเดินได้ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวในการดูแลตนเอง และให้การรักษาตามอาการ เช่น ไดเมนไฮดริเนต, ไดเฟนไฮดรามีน, ไดอะซีแพม ครั้งละ 1-2 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง จนกว่าจะทุเลาก็จะหยุดยา (ส่วนใหญ่อาจใช้ยาอยู่เพียง 2-3 วัน)

2. ในรายที่มีอาการบ้านหมุน อาเจียนรุนแรง ลุกขึ้นเดินไม่ได้ หรือกินอาหารไม่ได้/ดื่มน้ำไม่ได้, มีอาการหูตึงอย่างฉับพลัน ปวดหูหรือมีหนองไหลออกจากหู, มีอาการเดินเซ ปวดศีรษะมาก เห็นภาพซ้อน พูดอ้อแอ้ หรือแขนขาชา/อ่อนแรง, เป็นเริม/งูสวัด/อีสุกอีใส/โรคภูมิต้านตัวเอง, มีอาการหลังได้รับบาดเจ็บ หรือสงสัยเป็นโรคทางสมอง (เช่น โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกสมอง) อย่างใดอย่างหนึ่ง แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม และให้การรักษาดังนี้

    ให้ยารักษาตามอาการ อาจต้องใช้ยาฉีด เช่น ไดอะซีแพม หรือโพรคลอร์เพอราซีน (prochlorperazine) เมื่อดีขึ้นค่อยเปลี่ยนเป็นยาเม็ดไดเมนไฮดริเนต หรือโพรคลอร์เพอราซีน ให้กินต่อจนกว่าจะหายเป็นปกติ
    ในรายที่มีอาการอาเจียนบ่อย กินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีภาวะขาดน้ำ แพทย์จะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
    ในรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสเริม งูสวัด หรืออีสุกอีใส แพทย์อาจให้ยาต้านไวรัส เช่น ให้อะไซโคลเวียร์
    สำหรับผู้ที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคหูชั้นกลางอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ รวมทั้งแก้ไขภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
    ในรายที่มีอาการหูตึง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์ (เช่น เพร็ดนิโซโลน) เพี่อลดการอักเสบของประสาทหู บางรายแพทย์อาจใช้วิธีฉีดยาสเตียรอยด์ผ่านเยื่อแก้วหูเข้าไปในหูชั้นกลาง
    ในรายที่มีอาการรุนแรงมากหรือสงสัยเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (ปวดศีรษะและอาเจียนรุนแรง คอแข็ง ซึม ชัก) แพทย์จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล

3. ในรายที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับประสาทการทรงตัวเรื้อรังนานเป็นเดือน ๆ หรือเป็นแรมปี แพทย์จะให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูประสาทการทรงตัว (vestibular rehabilitation)

ผลการรักษา ส่วนใหญ่อาการจะทุเลาลงภายใน 1-3 สัปดาห์ และจะหายเป็นปกติใน 1-2 เดือน

บางรายอาจมีอาการเมารถเมาเรือง่าย หรือมีอาการบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่าหรือบีพีพีวี อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ อยู่นานหลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ๆ หรืออาจมีอาการสูญเสียการทรงตัวนานเป็นแรมเดือนแรมปี แล้วหายไปได้เองในที่สุด

ส่วนอาการหูตึงส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ทุเลาจนหายเป็นปกติ มีน้อยรายที่อาจมีอาการหูตึงหรือหูหนวกอย่างถาวร ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรีย บางรายอาจมีอาการมีเสียงในหูอย่างถาวร


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียการทรงตัว และอาจมีอาการหูตึง มีเสียงดังในหูร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นหูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน/เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    หลีกเลี่ยงการขับรถ การทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร และการปีนขึ้นที่สูง
    อย่าเคลื่อนไหวศีรษะเร็ว ๆ และหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการ (เช่น การเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้มหรือเงยคอ การหันหน้าไปจนสุด)
    ขณะมีอาการควรนอนนิ่ง ๆ และหลับตาในห้องที่เงียบ ๆ มืด ๆ จนกว่าจะทุเลา
    ดื่มน้ำให้มากพอ โดยจิบทีละน้อยแต่บ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
    ควรกินอาหารเหลว (เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม) ดื่มนม น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ ทีละน้อยแต่บ่อย ๆ เพื่อลดอาการอาเจียน
    หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ แสงสว่างจ้าหรือแสงกะพริบ เสียงรบกวน การดูทีวีและจอคอมพิวเตอร์ การอ่านหนังสือ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวล
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด
    เมื่ออาการเริ่มทุเลาลง ควรค่อย ๆ ลุกขึ้น ควรมีคนคอยพยุงเวลาลุกขึ้นเดิน     

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการบ้านหมุนรุนแรง อาเจียนมาก กินไม่ได้ หรือดื่มน้ำไม่ได้ หรือลุกขึ้นนั่งไม่ได้ (ต้องนอนนิ่งบนเตียง) นานเป็นวัน ๆ
    มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ตาเห็นภาพซ้อน พูดอ้อแอ้ แขนขาชาหรืออ่อนแรงข้างหนึ่ง เป็นลม ชัก เป็นต้น
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ดูแลรักษานาน 1 สัปดาห์แล้วอาการไม่ทุเลา
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

ยังไม่มีการป้องกันที่ได้ผลเต็มที่

อาจลดความเสี่ยงลงด้วยการปฏิบัติตัว ดังนี้

    ดูแลตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และหูชั้นกลางอักเสบ และหากเป็นโรคเหล่านี้ควรดูแลรักษาให้ได้ผลแต่เนิ่น ๆ
    ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หัด หัดเยอรมัน คางทูม อีสุกอีใส
    หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และหาทางผ่อนคลายความเครียด

ข้อแนะนำ

1. อาการบ้านหมุนมักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งอาจมีสาเหตุหลายประการด้วยกัน หากมีอาการบ้านหมุนรุนแรง หรือเป็นครั้งละนานมากกว่า 20 นาที เป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวัน ๆ หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หูตึง มีเสียงดังในหู หรือสูญเสียการทรงตัว มักจะไม่ใช่มีสาเหตุจากโรคบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่า (บีพีพีวี) แต่อาจเกิดจากโรคเมเนียส์ หูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน หรือเนื้องอกประสาทหูได้ ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาตามสาเหตุ

2. โรคหูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน/เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ และโรคเมเนียส์ มีอาการบ้านหมุนอย่างฉับพลันและรุนแรง ร่วมกับอาการหูตึง มีเสียงดังในหู สูญเสียการทรงตัว และคลื่นไส้ อาเจียนคล้าย ๆ กัน ต่างกันที่หูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน/เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ จะเป็นติดต่อกันนาน 2-3 วัน และเมื่อหายแล้วมักจะไม่มีอาการกำเริบใหม่ (ถ้าพบว่ามีอาการกำเริบใหม่ มักจะเกิดจากสาเหตุอื่น) ส่วนโรคเมเนียส์มักจะมีอาการนานครั้งละไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง และจะมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราวอยู่เรื่อย ๆ

3. ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีอาการรุนแรงอยู่ 2-3 วัน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ทุเลาลง เมื่อรู้สึกทุเลาค่อนข้างดีแล้ว ควรหยุดยาที่ใช้บรรเทาอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน ไม่ควรกินต่อเนื่องไปนาน ๆ เพราะอาจทำให้ประสาทการทรงตัวฟื้นตัวได้เนิ่นช้าไป และผู้ป่วยควรลุกขึ้นเดินและเคลื่อนไหวร่างกายโดยเร็ว เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายฟื้นคืนสู่ปกติได้เร็ว

3
แท็บเล็ต 2025 แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (1TB) Wi-Fi
63,900 บาท

แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (1TB) Wi-Fi
รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น              แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (1TB) Wi-Fi
   ราคากลาง            63,900 บาท
   จำนวนซิม              -
   สี                       Silver, Black
   ความถี่-เครือข่าย
   ขนาด-น้ำหนัก                  ยาว 177.5 x กว้าง 249.7 x หนา 5.3 มม., น้ำหนัก 444 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน-ROM    1000 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด          -
   แบตเตอรี่                         N/A

ชนิดจอ
   ชนิดจอ                        Ultra XDR Retina OLED
   ขนาด-ความละเอียด         11 นิ้ว, 1,668 x 2,420 px
   รายละเอียดอื่น

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด                   กล้องหลัง (12 Mpx), กล้องหน้า (12 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                                -

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)            Apple M4
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)
   หน่วยความจำ (RAM)               16 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก                 -
   ระบบรับส่งข้อความ                     -
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต             WiFi

4
ทาวน์โฮม มาร์วิช สาธุประดิษฐ์-พระราม3 (Mavich Sathupradit - Rama 3)
เริ่มต้น 14 ลบ. 

มาร์วิช สาธุประดิษฐ์-พระราม3 (Mavich Sathupradit - Rama 3)
เตรียมพบ Mavich สาธุประดิษฐ์-พระราม3 ทาวน์โฮม 3.5 ชั้น จาก บริษัท เพลินพัฒน์ แอสเสท จำกัด ได้ในเร็วๆ นี้

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ               มาร์วิช สาธุประดิษฐ์-พระราม3 (Mavich Sathupradit - Rama 3)
 เจ้าของโครงการ          เพลินพัฒน์ แอสเสท
 ราคา                       เริ่มต้น 14 ลบ.

 ประเภทบ้าน               ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม (Townhouse Townhome)
 ลักษณะทำเล              บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ             3 ไร่
 จำนวนบ้าน                29 หลัง
 แบบบ้านทั้งหมด          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
  เนื้อที่บ้าน                 ตั้งแต่ 24.4 ถึง 46.6 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย               โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนชั้น                  โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 หน้ากว้าง                  โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน           โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนที่จอดรถ           โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน
 ที่ตั้ง                     เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120
 ขนส่งสาธารณะ        โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สถานที่สำคัญใกล้เคียง      โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ปีที่สร้างเสร็จ                 โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

5
จัดฟันบางนา: เหตุผลที่ต้อง “ขูดหินปูน” และถ้าไม่ทำได้หรือไม่ ?

เชื่อว่าหลายๆคนคงทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า “หินปูน” ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อสุขภาพช่องปากอย่างแน่นอน แถมยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆในช่องปากมากมายอีกด้วย แต่ก็มีคำถามมากมายว่าขูดหินปูนแล้วจะดีอย่างไร และจำเป็นไหมที่ต้องทำการขูดหินปูนเป็นประจำ

ในวันนี้จะขอมาไขข้อสงสัยที่ติดค้างอยู่ในใจใครหลายๆคน โดยจะขอนำพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับหินปูนอย่างละเอียด ดังต่อไปนี้


หินปูน คืออะไร ?

“หินปูน” หรือที่หลายๆคนเรียกว่า “หินน้ำลาย” เกิดขึ้นจากการสะสมของคราบแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า พลาค (Plaque) โดยจะเริ่มเกาะตัวบริเวณโคนฟันแถวๆขอบเหงือก โดยจะมีสีออกเหลืองๆเทาๆ

โดยคราบเหล่านี้จะเริ่มสะสมโดยมีลักษณะเป็นคราบใสๆลื่นๆเหมือนฟิล์มใสๆ และหากไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ถูกต้อง คราบเหล่านี้ก็จะเริ่มจับตัวและแข็งขึ้นๆสะสมเกาะทับเป็นชั้นๆ จะกลายเป็นก้อนแข็งๆ

โดยคราบเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้หลังจากแปรงฟันแล้วเพียงแค่ 2-3 นาทีเท่านั้น โดยเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มักมากับน้ำลาย


หินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

“หินปูน” เกิดจากการที่ แคลเซียม และฟอสเฟต ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มักพบในน้ำลาย เกิดการตกตะกอนในขณะที่เรากำลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของ แป้ง และน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย โดยเมื่อท่านได้รับประทานไปแล้วและไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดีพอ แบคทีเรียในช่องปาก ก็จะเข้าไปก่อตัวซึ่งจะพบมากบริเวณโคนฟันรอบเหงือก

ซึ่งหากว่าปล่อยทิ้งไว้นาน แคลเซียมก็จะเข้ามาเกาะรวมอยู่ด้วย จะเกิดคราบแข็งติดแน่น หรือที่เรียกว่า หินปูน นั่นเอง เมื่อเกิดคราบหินปูนเกาะแน่นแล้ว การแปรงฟันธรรมดายากมากที่จะกำจัดคราบหินปูน มีทางเดียวที่จะกำจัดได้ก็คือให้ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขูดออก


ไม่ขูดหินปูนออกจากฟันได้หรือไม่ ?

เชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายๆท่านกำลังสงสัยว่า การขูดหินปูน แท้จริงแล้วมีความจำเป็นหรือไม่ เพราะบางท่านคิดว่า ขูดหินปูนออกไปไม่นานก็กลับมามีคราบหินปูนอีกแล้ว และจะขูดเพื่ออะไร ทำให้หลายๆคนไม่อยากที่จะขูดหินปูน เพราะไม่อยากที่จะต้องเสียเงินบ่อยครั้งกับการขูดหินปูนนี่เอง

แต่ขอบอกเลยว่า หินปูนนั้นอันตรายกว่าที่ท่านคิด เพราะ เมื่อเราเกิดคราบหินปูน จุลินทรีย์จะปล่อยสารที่เป็นกรดออกมาส่งผลให้เกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่าย และหากว่าปล่อยไว้นานโดยที่ไม่ทำการรักษา ก็อาจจะส่งผลให้กระดูกที่รองรับรากฟันจะค่อยๆละลาย ทำให้เกิดฟันโยกไม่แข็งแรง

ส่วนปัญหาหลักๆที่มักเกิดขึ้นเมื่อฟันของท่านมีคราบหินปูนเกาะและไม่ทำการรักษาหรือขูดออกก็คือ เริ่มมีปัญหาเลือดออกในขณะแปรงฟัน ฟันจะเริ่มมีการเปลี่ยนสีจากสีขาวค่อยๆเหลืองๆเทาๆ มีกลิ่นปากรุนแรงมากขึ้น เหงือกในส่วนที่มีคราบหินปูนจะเริ่มร่นจากการถูกหินปูนแทรกพื้นที่ และหากว่ายังไม่รีบรักษาอาจจะทำให้เกิดโรคร้ายแรงมากขึ้น เช่น โรคปริทันต์ ฟันโยก ฟันห่าง และฟันผุ สุดท้ายท่านก็อาจจะต้องสูญเสียฟันจริงตามธรรมชาติไปนั่นเอง


วิธีการขูดหินปูน ?

การขูดหินปูนถือว่าเป็นการรักษาทางทันตกรรม ที่ต้องทำเป็นอย่างแรกก่อนที่จะทำอย่างอื่นได้ โดยทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือ กะเทาะเอาตัวหินปูนออกจากผิวฟัน ซึ่งจะไม่ใช่การขูดผิวฟันโดยตรงและจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเนื้อฟันแม้แต่น้อย จึงไม่มีผลกระทบต่อฟันแต่อย่างใดเลยสำหรับการขุดหินปูน


ผลข้างเคียงของการขูดหินปูน ?

เชื่อว่าหลายๆคนได้ลองไปขูดหินปูนมาแล้ว และรู้สึกได้ถึงว่าช่องปากมีความรู้สึกแปลกๆไป อย่างหนึ่งที่หลายคนสังเกตเห็นนั่นคือ หลังจากที่ทำการขูดหินปูนแล้วทำให้เกิดฟันห่างซึ่งหลายๆคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะการขูดหินปูนจึงทำให้ฟันห่างจากกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดมากๆ โดยแท้จริงแล้วนั้นฟันของท่านห่างเพราะว่าหินปูนเกาะสะสมอยู่ตามซอกเหงือกซอกฟัน ทำให้เกิดเหงือกร่นรวมถึงอักเสบ คราบหินปูนเข้าไปแทรกตามซอกฟันผลักให้ฟันห่างออกจากกัน อาการฟันห่างหลังจากที่ทำการขูดหินปูนจึงเกิดขึ้นเพราะคราบหินปูนนั่นเอง

บางคนมีอาการเสียวฟันหลังจากการขูดหินปูน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาและจะหายไปเองในไม่กี่ชั่วโมง


6
จัดฟันเด็ก มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

เด็กๆหลายคนมีปัญหาที่เกี่ยวกับช่องปากและฟัน ซึ่งในวัยเด็กนั้นการรับประทานอาหารถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากในวัยเด็ก หลายคนคงจะชื่นชอบอาหารที่มีรสหวานชอบรับประทานขนม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดฟันผุที่เป็นปัญหาที่เด็กหลายคนมักต้องเจอและถ้าหากผู้ปกครองไม่คอยดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของการทำความสะอาดช่องปากและฟันของบุตรหลานของท่านแล้ว ก็เสายงที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียฟันได้


ซึ่งการสูญเสียฟันนั้นจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟันทำให้เกิดปัญหาของรูปร่างของฟันของเด็กและจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา โดยอาจจะส่งผล แก่ฟันบริเวณข้างเคียงด้วย เช่น ปัญหาการเกิดการสบฟันที่ผิดปกติ ฟันห่าง ฟันล้ม ฟันซ้อนเก ซึ่งมีปัญหามาจากการเกิดฟันผุจนถึงขั้นการสูญเสียฟัน ในวัยเด็กควรจะดูแลเขาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันให้มาก เพื่อป้องกันปัญหาการเกิดฟันผุในเด็ก แต่ในปัจจุบันนี้ การรักษาสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กมีด้วยกันหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการจัดฟันในเด็ก

     
ซึ่งต้องบอกว่า การจัดฟันในเด็กนั้นเป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่เด็กสามารถเข้ารับการจัดฟันได้ตั้งแต่อายุ7- 15 ปี เพราะเด็กในวัยนี้อยู่ในช่วงที่ฟันแท้ขึ้นครบแล้วและอยู่ในช่วงเวลาที่ขากรรไกรกำลังเจริญเติบโต การจัดฟันในเด็กต้องบอกว่าได้ผลดีมากกว่าการจัดฟันตอนโตด้วย พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนคงมองว่าการจัดฟันในเด็กนั้น ยังไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ แต่หารู้ไม่ว่าการจัดฟันในเด็กนั้น มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพต่อการใช้งานของเด็กในวัยนี้มาก เพราะจะช่วยทำให้เด็กมีฟันที่สวยงาม มีรอยยิ้มที่มั่นใจและสดใสสมวัย

       
สำหรับใครที่ต้องการให้บุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็กสามารถติดต่อขอรับแนะนำได้ที่คลินิก เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจึงทำให้บุตรหลานของท่านมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีขึ้นได้แน่นอน ซึ่งวันนี้คลินิกจะมาพูดถึงขั้นตอนการจัดฟันในเด็ก เพ่อที่จะเป็นแนวทางให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะให้บุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อแก้ไขปัญหาฟันให้กับบุตรหลานของท่าน


สำหรับขั้นตอนการจัดฟันในเด็กนั้น อย่างแรกเลยคือ พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการตรวจช่องปากกับทันตแพทย์จัดฟัน เพื่อที่จะได้ให้ทันตแพทย์ทำการประเมินช่องปากในเบื้องต้น เพื่อวางแผนการรักษา จากนั้นก็ทำการพิมพ์ปากเพื่อสร้างแบบจำลองฟัน ทั้งที่เป็นแบบปูนหรือแบบดิจิตอล เพื่อใช้วิเคราะห์ วินิจฉัย และวางแผนการรักษาในขั้นต่อไป ในขั้นตอนต่อไป พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะทำการพูดคุยในเรื่องของการจัดฟันในเด็ก โดยทันตแพทย์จะทำการอธิบายถึงปัญหาของฟันของเด็ก ให้ผู้ปกครองเข้าใจ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดเครื่องมือการจัดฟัน โดยการจัดฟันในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี อาจติดเครื่องมือแค่บางซี่ หรือติดหมดทุกซี่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับระดับความผิดปกติ ขึ้นอยู่กับแผนการรักษา


ซึ่งเด็กแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ซึ่งเครื่องมือการจัดฟัน ทันตแพทย์จัดฟันจะนำเครื่องมือเหล็กชิ้นเล็กๆ ไปติดบนฟัน โดยใช้กาวชนิดพิเศษ จากนั้นนำเครื่องมือที่อยู่บนฟันทุกซี่ จะถูกร้อยเข้าหากันด้วยลวด เด็กๆสามารถเลือกสียางเพื่อมัดเครื่องมือเข้ากับลวด โยทันตแพทย์จะคอยๆ ปรับเครื่องมือเพื่อเรียงฟันของเราให้สวย ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการจัดฟันในเด็ก และภายหลังจากการจัดฟันหรือติดตั้งเครื่องมือการจัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กๆควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด และทำความสะอาดช่องปากและฟันให้สะอาดอยู่เสมอ

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดสนใจให้บุตรหลานของท่าน เข้ารับการจัดฟันในเด็ก สามารถปรึกษาทันตแพทย์ที่คลินิกได้ ทางเรามีทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการจัดฟันในเด็กมากอย่างยาวนาน สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างถูกต้องแน่นอน เพราะเราอยากให้เด็กทุกคนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพช่องปากและะฟัน เพื่อที่จะได้มีฟันที่แข็งแรง มีรอยยิ้มที่สดใส มั่นใจมากยิ่งขึ้นล

7
ความจำเป็นของผ้ากันไฟ

ผ้ากันไฟมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันอันตรายจากไฟและสะเก็ดไฟในสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้ค่ะ

ความจำเป็นของผ้ากันไฟ

ป้องกันการเกิดอัคคีภัย:
ในงานอุตสาหกรรมที่มีการเชื่อม ตัด หรือเจียรโลหะ จะมีสะเก็ดไฟกระเด็นออกมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ ผ้ากันไฟจะช่วยป้องกันสะเก็ดไฟเหล่านี้ไม่ให้กระเด็นไปโดนวัสดุไวไฟ
ในครัวเรือน ผ้ากันไฟสามารถใช้คลุมหรือห่อหุ้มวัตถุที่กำลังลุกไหม้ เพื่อดับไฟขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว

ป้องกันอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน:
ผ้ากันไฟช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากไฟไหม้ในสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัย
ช่วยป้องกันการลุกลามของไฟไปยังบริเวณอื่นๆ ทำให้ลดความเสียหายต่อทรัพย์สินได้

เพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน:
การใช้ผ้ากันไฟช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้
ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บจากสะเก็ดไฟและความร้อน

ใช้ในงานดับเพลิงและกู้ภัย:
ผ้ากันไฟสามารถใช้ทำเป็นชุดดับเพลิง หรืออุปกรณ์ดับเพลิงอื่นๆ เพื่อป้องกันผู้ปฏิบัติงานจากความร้อนและเปลวไฟ
ใช้ในงานกู้ภัยเพื่อป้องกันผู้ประสบภัยจากความร้อน หรือสะเก็ดไฟ

ใช้ในชีวิตประจำวัน:
ป้องกันการเกิดไฟไหม้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูงเช่น เตารีด หรือเครื่องทำความร้อน
ใช้ในครัวเรือนเพื่อป้องกันไฟลุกลามจากเตาแก๊ส หรือเตาอบ

สถานการณ์ที่ควรมีผ้ากันไฟ
งานเชื่อม งานเจียร หรือตัดโลหะ: เพื่อป้องกันสะเก็ดไฟ
ในครัวเรือน: เพื่อป้องกันไฟลุกลามจากเตาแก๊ส หรือเตาอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ในโรงงานอุตสาหกรรม: เพื่อป้องกันไฟลุกลามจากเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ต่างๆ.
ในรถยนต์: เพื่อใช้ดับไฟขนาดเล็กที่อาจเกิดขึ้น
ในงานดับเพลิงและกู้ภัย: เพื่อป้องกันผู้ปฏิบัติงานจากความร้อนและเปลวไฟ

การมีผ้ากันไฟติดไว้ในสถานที่ต่างๆ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากอันตรายของไฟได้ค่ะ

8
วิธีเลือกฉนวนกันความร้อน สำหรับบ้านในสภาพอากาศร้อน

การสร้างบ้านในสภาพอากาศร้อน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเลือกวัสดุที่ช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนอย่างเหมาะสม เพราะฉนวนกันความร้อนมีบทบาทสำคัญในการรักษาอุณหภูมิภายในบ้านให้เย็นลง ลดความร้อนจากภายนอก และช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดพลังงานได้อย่างมาก ดังนั้น เราควรมาทำความรู้จักกับวิธีการเลือกฉนวนกันความร้อนที่เหมาะสมกับบ้านในสภาพอากาศร้อน

6 วิธีเลือกฉนวนกันความร้อน ให้เข้ากับบ้าน

1. พิจารณาค่า R-Value

   ค่า R-Value คือค่าที่ใช้บ่งบอกประสิทธิภาพในการกันความร้อนของฉนวน ยิ่งค่า R-Value สูงเท่าไร ยิ่งมีความสามารถในการป้องกันความร้อนได้ดีเท่านั้น ในสภาพอากาศร้อนควรเลือกฉนวนที่มีค่า R-Value สูงเพื่อลดการนำความร้อนเข้าสู่บ้าน โดยปกติแล้ว ค่า R-Value ที่เหมาะสมสำหรับบ้านในเขตร้อนจะอยู่ในช่วง R-30 ถึง R-60 ขึ้นอยู่กับวัสดุและพื้นที่การติดตั้ง

 2. เลือกวัสดุฉนวนที่เหมาะสม

   มีหลายวัสดุที่ใช้ทำฉนวนกันความร้อน แต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้:

-        ใยแก้ว (Fiberglass): เป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการกันความร้อนเนื่องจากมีราคาประหยัด หาซื้อได้ง่าย และติดตั้งสะดวก แต่ควรใช้กับพื้นที่ที่ปิดสนิท เนื่องจากใยแก้วอาจฟุ้งกระจายได้เมื่อแตกหักหรือเสียหาย

-        โฟมพอลิยูรีเทน (Polyurethane Foam): วัสดุที่มีคุณสมบัติการป้องกันความร้อนได้ดีและมีน้ำหนักเบา สามารถฉีดพ่นได้ในบริเวณที่ต้องการ แต่ราคาค่อนข้างสูงและติดตั้งยุ่งยาก

-        ฉนวนใยเซลลูโลส (Cellulose): ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระดาษรีไซเคิล ฉนวนชนิดนี้สามารถป้องกันความร้อนและเสียงได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องการวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ฉนวนแบบ Foam

 3. ตรวจสอบคุณสมบัติการกันไฟ

   การเลือกฉนวนกันความร้อนไม่ใช่แค่พิจารณาเพียงประสิทธิภาพในการกันความร้อนเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติการป้องกันไฟด้วย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนที่อาจทำให้ความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้สูงขึ้น ควรเลือกฉนวนที่มีคุณสมบัติทนไฟหรือไม่ติดไฟ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

 4. การติดตั้งในพื้นที่ต่าง ๆ

หลังคา: หลังคาเป็นส่วนที่รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากที่สุด การติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกฉนวนที่มีความหนาแน่นสูงและทนทานต่อสภาพอากาศร้อน

ผนัง: ผนังบ้านที่โดนแดดเป็นเวลานานจะสะสมความร้อนไว้ การติดฉนวนกันความร้อนภายในผนังจึงช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้มาก

พื้น: พื้นที่มีช่องระบายอากาศหรือชั้นลอยควรติดตั้งฉนวนเพื่อป้องกันความร้อนจากภายนอก

 5. คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

   ในยุคที่ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ควรพิจารณาเลือกฉนวนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ฉนวนที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารพิษหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ฉนวนประเภทนี้นอกจากจะช่วยป้องกันความร้อนได้ดีแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

 6. ราคาและความคุ้มค่า

   การเลือกฉนวนกันความร้อนควรพิจารณาถึงราคาและความคุ้มค่า โดยไม่ควรเลือกฉนวนที่ราคาถูกเกินไปเพราะอาจมีประสิทธิภาพต่ำ และในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องเลือกวัสดุที่แพงเกินไป ควรพิจารณาประสิทธิภาพการกันความร้อน และอายุการใช้งานที่ยาวนาน เพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าที่สุด

9
หมอประจำบ้าน: ภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด (Deep vein thrombosis/DVT)

หลอดเลือดดำบริเวณแขนขา บางครั้งอาจเกิดลิ่มเลือด (blood clot หรือ thrombus) ขึ้นภายในหลอดเลือด ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งในหลอดเลือดดำส่วนผิว* และส่วนลึก

ที่สำคัญคือ การมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นที่หลอดเลือดดำส่วนที่อยู่ลึกในกล้ามเนื้อ (ส่วนใหญ่เกิดที่บริเวณขา ส่วนน้อยอาจเกิดที่บริเวณแขน) เรียกว่า ภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด ซึ่งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงเนื่องจากลิ่มเลือดดังกล่าวหลุดลอยเข้าไปในปอด

ภาวะนี้มักพบในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เลือดแข็งตัวง่ายหรือไหลเวียนช้า ดังนั้นจึงพบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด อ้วน สูบบุหรี่ กินยาเม็ดคุมกำเนิด หรือไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่นาน ๆ หญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ

โรคนี้พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่ส่วนใหญ่จะพบมากในคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ และมักเกิดกับผู้ที่เข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล หรือได้รับการผ่าตัด

บางรายอาจเกิดภาวะนี้โดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน

*การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณผิว มักจะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดร่วมด้วย เรียกว่า หลอดเลือดดำส่วนผิวอักเสบมีลิ่มเลือด (superficial thrombophlebitis) ภาวะนี้มีอันตรายน้อย และมักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นลิ่มเลือดขนาดเล็ก และไม่หลุดลอยไปที่อื่น อาการที่พบ คือ หลอดเลือดดำที่มีลิ่มเลือดจะมีลักษณะคลำได้เป็นเส้นแข็ง ออกแดง ร้อน และเจ็บ ให้การรักษาตามอาการ ได้แก่ ให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ประคบด้วยน้ำอุ่นจัด ๆ สวมใส่ถุงเท้าชนิดยืด หรือพันด้วยผ้าพันแผลชนิดยืด ยกเท้าสูงเวลานอนหรือนั่ง

สาเหตุ

ภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือดที่บริเวณขา อาจมีสาเหตุหรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น

    การไม่ได้ลุกขึ้นเดินเป็นเวลานานเกิน 3 ชั่วโมงขึ้นไป เช่น นั่งรถหรือเครื่องบินระยะทางไกล
    การนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงนาน ๆ เช่น ผู้ป่วยหลังผ่าตัด กระดูกหัก หรือเป็นโรคหัวใจ
    ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก ผู้ป่วยแขนขาเป็นอัมพาต หัวใจวาย หรือ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
    ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งบางชนิดที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้ง่าย (เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งรังไข่) หรือมีการใช้ยาเคมีบำบัด เช่น darbepoetin, epoetin, tamoxifen เป็นต้น
    ผู้หญิงที่กินยาเม็ดคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนทดแทนสำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งทำให้เลือดแข็งตัวง่าย
    หญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดใหม่ ๆ (ไม่เกิน 6 สัปดาห์) ซึ่งจะทำให้มีแรงดันสูงในหลอดเลือดดำที่บริเวณเชิงกรานและขา
    ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีภาวะขาดน้ำหรือสูบบุหรี่
    ผู้ที่รูปร่างอ้วน
    การมีภาวะบาดเจ็บต่อหลอดเลือดดำ เช่น การผ่าตัดหลอดเลือด หรือฉีดสารระคายเคืองเข้าหลอดเลือด
    การมีความผิดปกติที่ทำให้เลือดจับเป็นลิ่มง่าย
    มีประวัติว่าพ่อแม่พี่น้องมีภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด หรือภาวะสิ่งหลุดอุดตันหลอดเลือดแดงปอด

ภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือดที่บริเวณแขน อาจมีสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยง เช่น

    ที่พบได้บ่อย คือ เกิดจากการทำหัตถการที่กระทบต่อหลอดเลือดดำที่บริเวณแขน เช่น การใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (central venous catheter), การใส่ตัวคุมจังหวะหัวใจ (cardiac pacemaker) เป็นต้น
    การบาดเจ็บ เช่น กระดูกไหปลาร้าหรือกระดูกต้นแขนหัก กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น
    การเล่นกีฬาที่ออกแรงมาก ๆ (เช่น ว่ายน้ำ เล่นเทนนิส ยกน้ำหนัก มวยปล้ำ พายเรือ) ทำให้หลอดเลือดดำที่คอและไหล่ตีบ กระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำได้ มักพบในนักกีฬาอายุน้อย ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับผู้ที่มีภาวะ Paget-Schroetter syndrome (PSS) หรือนักกีฬาที่แข็งแรงดีก็ได้
    นอกจากนี้ยังอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยแบบเดียวกับภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือดที่บริเวณขา เช่น ผู้ที่เป็นมะเร็งหรือได้รับยาเคมีบำบัด การมีความผิดปกติที่ทำให้เลือดจับเป็นลิ่มง่าย หรือมีประวัติพ่อแม่พี่น้องมีภาวะเลือดจับเป็นลิ่มง่าย การสูบบุหรี่ การไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่นาน ๆ เป็นต้น

อาการ

ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดหน่วง ๆ ตึง ๆ หรือเจ็บปวดที่ขา (บริเวณน่องหรือต้นขา) หรือที่แขน ส่วนใหญ่เป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่ง อาการมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แขนหรือขาข้างที่ปวดมีอาการบวมร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อน

ที่สำคัญ ได้แก่ ลิ่มเลือดหลุดลอยเข้าสู่หัวใจและไปอุดตันในหลอดเลือดแดงปอด เรียกว่า ภาวะสิ่งหลุดอุดตันหลอดเลือดแดงปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้

ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือดที่บริเวณขา อาจเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอแบบเรื้อรัง (chronic venous insufficiency) เนื่องจากหลอดเลือดดำขาถูกทำลาย เลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำ ไม่อาจไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการปวดเท้า เท้าบวม

นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือดที่บริเวณขา หากปล่อยไว้นาน ๆ อาจเกิดการทำลายหลอดเลือดดำหรือลิ้นเล็ก ๆ ในหลอดเลือดดำขา (ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เลือดไหลกลับลงเท้า) ทำให้เลือดไม่อาจไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ เลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำ มีอาการปวดเท้า เท้าบวมเรื้อรัง ผิวหนังบริเวณข้อเท้าด้านในกลายเป็นสีน้ำตาลแดง เป็นแผลง่าย หลอดเลือดขอดที่ขา เรียกว่า "ภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอแบบเรื้อรัง (chronic venous insufficiency)" หรือ "กลุ่มอาการหลังเกิดลิ่มเลือด (post-thrombotic syndrome)"

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งมีสิ่งตรวจพบดังนี้

แขนหรือขาข้างที่ปวด มีลักษณะบวม มีสีแดงหรือคล้ำ กดถูกเจ็บ คลำดูรู้สึกร้อนกว่าปกติ บางรายอาจมีไข้ต่ำ ๆ ชีพจรเต้นเร็ว

การตรวจโดยจับปลายเท้ากระดกขึ้น ทำให้รู้สึกเจ็บน่องมากขึ้น เรียกว่า อาการโฮแมน (Homan’s sign) ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วย

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจพิเศษ เช่น อัลตราซาวนด์ (duplex ultrasonography), ถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดดำด้วยการฉีดสารทึบรังสี (venography), ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า/เอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ในกรณีที่สงสัยว่าอาจมีภาวะสิ่งหลุดอุดตันหลอดเลือดแดงปอดก็จะทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติม

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยให้ผู้ป่วยนอนพักและยกเท้าสูง 6 นิ้ว ให้สารกันเลือดเป็นลิ่ม ได้แก่ เฮพาริน (heparin) ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง แล้วให้กินยาเม็ดวาร์ฟาริน (warfarin) ต่อ ซึ่งอาจต้องกินนาน 3-6 เดือน ยานี้ทำให้เลือดออกได้ง่าย จำเป็นต้องตรวจเลือดดู clotting time แล้วปรับขนาดยาให้เหมาะสม

การรักษาอื่น ๆ ได้แก่ การพันด้วยผ้าพันแผลชนิดยืด หรือการสวมใส่ถุงน่องชนิดยืด (elastic stocking) เพื่อแก้ไขอาการบวมและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ อาจต้องฉีดยาละลายลิ่มเลือด (เช่น streptokinase หรือ tPA) เข้าทางหลอดเลือดดำ หรือทำการผ่าตัดเอาลิ่มเลือดออก

กรณีที่ไม่สามารถใช้สารกันเลือดเป็นลิ่ม แพทย์อาจสอดใส่ "ตัวกรอง (filter)" ไว้ในท่อเลือดดำส่วนล่าง (inferior vena cava) เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดหลุดลอยเข้าปอด

ผลการรักษา ส่วนใหญ่มักหายเป็นปกติและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน บางรายอาจมีอาการกำเริบซ้ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นที่แขน

การใส่ตัวกรองป้องกันสิ่งหลุดเข้าหัวใจกระจายไปที่ปอด

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการปวดหน่วง ๆ ตึง ๆ หรือเจ็บบริเวณขาหรือแขนข้างหนึ่ง หรือมีอาการบวมที่ข้อเท้า เท้า ต้นขา หรือแขนข้างหนึ่ง ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็นภาวะหลอดเลือดดำมีลิ่มเลือด ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    ดูแลรักษา กินยา ปฏิบัติตัว และติดตามการรักษาตามที่แพทย์แนะนำ
    ควรระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุหรือบาดแผล
    หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง เพราะอาจมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยากับยาที่แพทย์ใช้รักษาอยู่

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีเลือดออก หรือมีจ้ำเขียวหรือรอยห้อเลือดที่ผิวหนัง
    มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด ใจหวิวใจสั่น หรือลุกนั่งมีอาการหน้ามืดจะเป็นลม
    ขาดยาหรือยาหาย
    มีอาการที่สงสัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือแพ้ยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

1.  ถ้าน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรลดน้ำหนัก

2.  ไม่สุบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จัด

3.  หมั่นออกกำลังกาย

4.  หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ควรลุกขึ้นเดินทุก ๆ ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง

5.  ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร (ประมาณ 6-8 แก้ว) อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ

6.  หมั่นตรวจเช็กสุขภาพ และถ้ามีโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็ง) ควรดูแลรักษาอย่างจริงจัง

7.  สำหรับผู้ที่นั่งรถหรือเครื่องบิน ควรป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ โดยการปฏิบัติดังนี้

    ถ้านั่งเครื่องบินหรือรถไฟ ควรลุกขึ้นเดินในห้องโดยสารทุก ๆ ชั่วโมง ถ้านั่งรถ ทุก ๆ ชั่วโมงควรหยุดรถ และเดินไปมารอบรถสักครู่
    ขณะนั่งอยู่กับที่ หมั่นบริหารขาโดยการงอ-เหยียดข้อเท้าขึ้นลงเป็นครั้งคราว คราวละ 10 ครั้ง และควรบริหารขาให้บ่อยขึ้นในกรณีที่ไม่สามารถลุกขึ้นเดินในห้องผู้โดยสารหรือหยุดรถที่ขับได้ทุกชั่วโมง
    หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดรัดเอว
    ดื่มน้ำมาก ๆ  และหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ

8. ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอัมพาต คนอ้วน ผู้หญิงที่กินยาเม็ดคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทน ควรมีการออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกาย (เช่น เดิน) อยู่บ่อย ๆ ดื่มน้ำมาก ๆ (อย่าให้ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ) หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หมั่นบริหารขาโดยการงอ-เหยียดข้อเท้าขึ้นลง

9.  สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เคยมีภาวะหลอดเลือดดำมีลิ่มเลือดมาก่อน มีภาวะเลือดจับเป็นลิ่มง่าย ผู้ที่ต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก ผู้ป่วยโรคหัวใจหรืออัมพาต เป็นต้น ถ้าจำเป็นต้องรับการผ่าตัดหรือเข้าพักรักษาตัว (นอนบนเตียง) ในโรงพยาบาลนาน ๆ ให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างจริงจัง ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้สารกันเลือดจับเป็นลิ่มป้องกัน

ข้อแนะนำ

1. ผู้ป่วยที่รับสารกันเลือดเป็นลิ่ม อาจมีเลือดออกได้ง่าย ควรระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุหรือบาดแผล และถ้ามีอาการเลือดออก (เช่น จ้ำเขียวหรือรอยห้อเลือดตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหลมาก ไอ อาเจียน หรือถ่ายปัสสาวะ/อุจจาระเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ) ควรรีบไปโรงพยาบาล

2. อาการแขนหรือขาบวมข้างหนึ่ง อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ที่สำคัญคือ ทางเดินน้ำเหลืองอุดกั้น ซึ่งอาจเกิดจากมะเร็ง ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสี การติดเชื้อ (เช่น โรคเท้าช้าง) สาเหตุเหล่านี้มักไม่มีอาการเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม เมื่อพบอาการแขนหรือขาบวมข้างหนึ่งก็ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

3. โดยปกติ ลิ่มเลือดที่อยู่ในหลอดเลือดดำไม่สามารถหลุดลอยไปอุดตันในหลอดเลือดสมอง (จะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นลิ่มเลือดที่อยู่ในหลอดเลือดแดง) อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในรายที่มีผนังหัวใจรั่วโดยกำเนิด (patent foramen ovale) อยู่ก่อน ลิ่มเลือดอาจหลุดเข้าไปในระบบหลอดเลือดแดง ลอยไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยสำหรับภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด

10
All New BYD e6 รถยนต์ไฟฟ้าครอบครัวขนาดใหญ่นั่งสบาย ไม่เน้นซิ่งเน้นวิ่งไกล 500 กม.

All New BYD e6 รถยนต์ MPV สำหรับครอบครัว ขนาดใหญ่ ที่ไม่เน้นแรงหรือเทคโนโลยีมากนัก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเพียงพอกว้างขวาง เน้นการใช้งานที่คุ้มค่า นั่งสบาย ขนสัมภาระได้เยอะ และเน้นวิ่งได้ไกลถึง 500 กม. / ชาร์จ แม้ค่าตัวจะดุดัน แต่ได้แบตฯ ใหญ่ รถใหญ่ พื้นที่ภายในใหญ่โต และเหมาะกับผู้ต้องการขับขี่ง่าย ๆ แบบ "มินิมอล" ไม่ต้องมีอะไรเยอะ แค่เปิดประตูขึ้นรถกดปุ่มสตาร์ตขับไปได้เลย!

 ล่าสุดเปิดตัวและราคากับรุ่นไมเนอร์เชนจ์และเปลี่ยนชื่อรุ่นย่อย BYD M6 ใหม่
BYD M6 เปิดราคาแล้ว
Dynamic 829,900
Extended 929,900

All New BYD e6  มีขนาดตัวถังความยาว 4,690 มม. กว้าง 1,810 มม. สูง 1,670 มม. และระยะฐานล้อ 2,800 มม. ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน ไฟสูงแบบฮาดลเจนเช่นกัน ไฟท้าย LED กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว LED พับเก็บด้วยมือ เสาอากาศครีบฉลาม สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว แม้ฟังก์ชั่นจะไม่ค่อยเต็มที่แต่ได้รถที่มีความใหญ่โตและอเนกประสงค์เรื่องการจุทั้ง "คนและสัมภาระ"

 ภายในห้องโดยสารกว้างขวางแบบ 5 ที่นั่ง เบาะหนัง มีหน้าจอมัลติมิเดีย ระบบสัมผัส แบบหมุ่นได้ ขนาด 10.1 นิ้ว ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth ลำโพง 6 ตำแหน่ง จอแสดงผลข้อมูล TFT Dashboard ขนาด 5 นิ้ว ลายไม้สีดำเงา จุดจ่ายไฟฟ้า 12V ระบบเกียร์แบบหมุนและเบรคมือไฟฟ้า ช่องแอร์แยกสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและตอนท้าย พร้อมระบบกรองอากาศ CN95 ที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ ทำให้คุณขับรถอย่างปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องมลภาวะทางอากาศ และพื้นที่บรรทุกสัมภาระ 580 ลิตร

 ลองใช้งาน 5 วันเต็มกว่า วันแรก 50 กม. แบตฯลดแค่ 13%

การทดสอบ BYD e6 นี้เริ่มรับรถจากโชว์รูม byd susco beyond พระราม 9 ด้วยไฟในแบตเตอรี่เต็มประมาณ 99% กับระยะทางที่วิ่งได้บนมาตรวัด 500 กม. ออกจากโชว์รูมใช้เส้นทางพระราม 9 - อโศก เพื่อไปติดต่องานที่ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ถนนสุขุมวิท ในวันรถติดแบบสุด ๆ หลังจากนั้นเดินทางไปยังถนนเยาวราช ต่อด้วยถนนข้าวสาร และสิ้นสุดวันการขับขี่ในเมืองที่ย่านวัชรพล รวมระยะทางราว 50 กม. ระดับแบตฯ จาก 99% ลงมาเหลือ 86% เท่าใช้ไป 13% เท่านั้น ตัวเลขอัตราใช้ไฟฟ้า 14 - 16 kWh/100 km นับว่าประหยัดพอตัวกับการขับขี่เมืองการจราจรสาหัสเย็นวันศุกร์!!!

ขับในเมืองสบาย นุ่มนวล กำลัง 95 แรงม้า.......เพียงพอ
การใช้งานในเมืองนั้นให้ความคล่องตัว แม้กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 95 แรงม้า จะไม่มากมายนักเน้นประหยัดพลังงาน แต่การออกตัว เร่งแซงในช่วงความเร็วต้นถึงกลาง ๆ กลับทำได้ดี ไม่อืดอย่างที่คิด มีอัตราเร่งแบบค่อย ๆ ไหลขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่แรงไม่ตกแม้จะเร่งขึ้นเนินหรือสะพาน ยังให้อัตราเร่งได้ทันใจตามน้ำหนักเท้า

 ระบบช่วงล่างให้ความนุ่มสบายเหมือนรถ MPV ทั่วไป ไม่เน้นซิ่ง เน้นการนั่งเดินทางเป็นหลัก ทำให้การขับผ่านทั้งลูกระนาด, คอสะพาน, หรือตกหลุมต่าง ๆ นุ่มนวลไม่กระเด้งกระด้างและส่วนท่านั่งขับขี่ถือว่าสบาย เพราะพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง และเบาะนั่งขนาดใหญ่ พร้อมกับวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่โปร่งโล่ง ทำให้มีมุมมองต่าง ๆ รอบคันที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเข้าซอย จอดรถในที่แคบ และกล้องมองหลังมีให้ความคมชัดที่น่าพอใจอีกด้วยครับ

 กล้องมองหลังชัดเจนดี
ไหว้พระรอบค่ำไปกลับอัมพวา ไฟลดไป 54%

วันถัดมาเดินทางไปไหว้พระ "วัดจุฬามณี" และ "วัดบางกุ้ง" เสริมความเป็นศิริมงคลออกจากที่พักระดับแบตฯ 85% ระยะทางราว ๆ 210 กม. เมื่อกลับถึงกทม. ช่วงเสรีไทยมีระดับแบตฯ ลดลงมาที่ 31% กับระยะทางถึงที่พักอีกประมาณ 15 กม. แต่ด้วยความที่ไม่เคยใช้งานรุ่นนี้มาก่อนจึงขอแวะชาร์จที่ PTTStation ระยะเวลา 18 นาที กำลังไฟ 7.93 kWh ราคา 44.34 บาท ใด้ไฟ 40% แล้วเดินทางกลับไปชาร์จต่อที่บ้าน จากการคำนวนคร่าว ๆ แล้ว ระยะที่วิ่งไป 210 กม. ใช้ไฟไป 54% กับอัตราสิ้นเปลืองพลังงานอยู่ที่ 13.9 kWn/100

 วิ่งทางไกลกำลังน้อยไปหน่อยแต่ได้ความประหยัดแบตฯ แทน
เมื่อขับออกต่างจังหวัดวิ่งด้วยความเร็วสูงยาว ๆ อัตราใช้ไฟฟ้าในแบตฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในโซนประหยัดคือราว ๆ 13 - 14 kWh/100 แต่ทางด้านกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าดูจะน้อยเกินไป สำหรับรถขนาดใหญ่แบบนี้ ช่วงความเร็ว 90 กม./ชม. หากต้องการเร่งแซง ต้องเผื่อระยะมากและใช้เวลาในการรอความเร็วเพิ่มขึ้นนานหน่อย และยิ่งที่ความ 110 ขึ้นไป เรี่ยวแรงยิ่งหมด ทำให้การแซงต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่ถึงแรงทำความเร็วจะหมด ถ้าขับขึ้นเนินหรือสะพานแรงกลับไม่ตกมากนัก ถือว่ายังมีความเร็วคงที่แม้จะไม่ได้เพิ่มน้ำหนักคันเร่งมากกว่าเดิมนัก ความเร็วก็ไม่ตกลงมามาก   

 ส่วนช่วงล่างความจริงแล้วกำลังนุ่มนวลสบายมาก ถ้าไม่ขับเร็วและเปลี่ยนเลนแบบ "สายซิ่ง" ช่วงล่างด้านหน้าจะออกแข็งกว่าด้านหลัง เพราะมีแบตฯ อยู่ใต้ท้องและรถที่ท้ายยาว น้ำหยักจึงลงส่วนหลังมากกว่า หากขับผ่านคอสะพานจะมีอาการยวบมากหน่อยหรือเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ ก็จะมีอาการตัวรถเอียงหรือโคลงมาก

 แวะชาร์จก่อนถึงบ้านเหลือ 31%

เอาแค่ 40% ก็ถึงบ้านแล้ว

ไปกลับพัทยา 300 กม. ชาร์จไฟเพิ่ม 210 บาท

ทริปต่อมาเดินทางไปพัทยาเพื่อร่วมทดสอบขับขี่รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ออกเดินทางจากที่พักด้วยแบตฯ 98% ถึงโรงแรมราวินทรา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา ระยะทาง 153 กม. แบตฯ คงเหลือ 61% ใช้ไฟไปราว ๆ 37% กับอัตราใช้ไฟฟ้า 15.7 kWh/100 ซึ่งนับว่ากินไฟกว่าขับขี่ในเมือง แต่โดยรวมก็ยังประหยัดระดับน่าพอใจ

 ขับมาเพื่อสิ่งนี้....

เริ่มต้นแบบ 98%

หลังจากเสร็จการทดสอบรถจักรยานยนต์แล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมแวะซื้อของช่วงบางแสนและไหน ๆ ก็ทานข้าวอยู่แล้ว ระหว่างนั้นก็ชาร์จไฟรอไปด้วย ระยะเวลา 30 นาที จากแบตฯ 50% จนถึง 83% ค่าใช้จ่าย 210 บาท ก่อนขับยิงตรงยาว ๆ ถึงที่พักในซอยวัชรพลกับระดับแบตฯ คงเหลือ 55% ระยะทางที่วิ่งได้อีก 274 กม. แม้ระดับแบตฯ จะเหลือเพียงพอถึงกรุงเทพฯ แต่อาจต้องเสี่ยงระดับแบตฯ ที่ต่ำลงกว่า 10% อาจส่งผลเสียต่อแบตฯ ได้จึงชาร์จไฟไว้ก่อนและขับได้อย่างไม่ต้องกังวลอีกด้วย

 ถึงพัทยาแบตฯ คงเหลือ 61% ระยะทาง 153.7 กม.
ข้อสังเกตุ การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงวันธรรมดาไม่ใช่เทศกาล สะดวกมากไม่ต้องรอต่อคิวหรือแย่งที่ชาร์จ และยิ่งในจังหวัดท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ มีสถานีชาร์จไฟเยอะมากและเพียงพอ และหลายแห่งมีกำลังจ่ายไฟสูงใช้เวลาน้อยก็ได้ไฟกลับเข้ามาเยอะวิ่ง่อได้อีกเป็น 100 - 200 กม. สบาย ๆ เลยครับ

 แวะบางแสนซะหน่อย

ระหว่างรอชาร์จไฟนั่งกินร้านนี้..อร่อยมาก

ถึงกทม. แบตฯ เหลือ 50% ระยะทาง 350 กม. (แวะชาร์จที่บางแสนจาก 60% - 80%)
สรุปความคุ้มค่า BYD e6 ราคา 1,135,900 บาท

BYD e6 นับเป็นรถที่ถูกนำเข้ามาในยุคแรก ๆ ในประเทศไทยที่เริ่มนิยมใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในช่วงนั้นยังไม่มีมาตรการสนับสนุนมากนักและเป็นรถยุคแรก ๆ ดังนั้น อุปกรณ์ ฟังก์ชั่นหรืออปชั่น ยังมีให้ใช้งานแบบ "พื้นฐาน" เทคโนโลยีเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกสบายยังถือว่า "น้อยกว่า" รถรุ่นใหม่ ๆ ที่ทยอยเปิดตัวล่าสุด แต่จุดเด่น e6 ที่น่าจะยังไม่มีใครเทียบได้ก็คือ เป็นรถครอบครัวแบบ MPV ที่มีขนาดใหญ่ กว้างขวางนั่งสบายจุสัมภาระได้เยอะ และความประหยัดไฟที่นับว่าดีไม่แพ้รุ่นใหม่ ๆ

 BYD e6 เน้นการใช้งานแบบ "มินิมอล" คือ ผู้ไม่เน้นการใช้ระบบอีเล็คทรอนิกส์เยอะ ๆ เน้นพื้นฐานเพียงพอ ไม่ต้องยุ่งยาก ไม่ต้องคอยระวังในการใช้งานภายในรถมากนัก ซึ่งเหมาะมากกับการเป็นรถใช้เพื่อเดินทาง ผ่อนคลายกับความนุ่มนวล หรือเป็นรถรับจ้าง, รถสำหรับองค์กรต่าง ๆ

 ข้อแนะนำ หากมีการอัพเกรดระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบกระจกไฟฟ้าด้านคนขับขึ้น-ลงอัตโนมัติ หรือกระจกมองข้างพับไฟฟ้า ระบบ Auto Hold Brake ก็น่าจะเพียงพอในการใช้งานและคุ้มราคามากขึ้นไปอีก

  ชมคันจริงหลังเปิดราคา BYD M6
Dynamic 829,900
Extended 929,900

BYD M6 ได้รับการพัฒนาให้เป็นยนตรกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว ครบครันทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายทั้งในชีวิตประจำวันและระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวระยะไกล โดยมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดถึง 150kW และ BYD Blade Battery ขนาด 71.8 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กิโลเมตร และรุ่น 120 kW มาพร้อมขนาดแบตเตอรี 55.4 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 420 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC

11
วัดมิ่งเมืองพลารามเชิญชวนใส่ชุดแม่ชี ร่วมฟังบรรยายธรรมโดยพระภิกษุเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

วัดมิ่งเมืองพลารามมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดนี้เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดขอนแก่นเหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดมิ่งเมืองพลารามมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของวัดไทย

มีพระอุโบสถที่สวยงามและมีภาพวาดฝาผนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังมีพระวิหารที่สวยงามและมีพระพุทธรูปที่สำคัญหลายองค์ วัดมิ่งเมืองพลาราม ตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดขอนแก่น เป็นวัดที่มีบรรยากาศเงียบสงบและเสริมสร้างจิตวิญญาณสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบ ปัญญา และการค้นพบตนเองผ่านการปฏิบัติธรรม วัดแห่งนี้เป็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่ อุดมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมและบรรยากาศทางจิตวิญญาณ ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับทั้งนักเดินทางและผู้ปฏิบัติธรรม

ความสำคัญทางจิตวิญญาณของวัดมิ่งเมืองพลาราม
วัดมิ่งเมืองพลารามซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความเงียบสงบและบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์นั้นฝังรากลึกในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาท วัดแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบที่ผู้มาเยือนสามารถเข้าร่วมการทำสมาธิ การมีสติ และการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรมของวัดซึ่งผสมผสานองค์ประกอบแบบไทยดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัยสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและไตร่ตรองซึ่งช่วยในการปฏิบัติธรรม

โอกาสปฏิบัติธรรม
ณ วัดมิ่งเมืองพลาราม ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเข้าไปปฏิบัติธรรมในรูปแบบต่างๆ ได้ ดังนี้

เซสชั่นการทำสมาธิ : มีทั้งการทำสมาธิแบบนั่งและเดิน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกสติและความสงบภายใน เซสชั่นเหล่านี้ได้รับการชี้นำโดยพระภิกษุผู้มีประสบการณ์ ซึ่งจะให้คำแนะนำและช่วยเหลือทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ปฏิบัติธรรมที่มีประสบการณ์
ธรรมบรรยาย : ธรรมบรรยายจะจัดขึ้นเป็นประจำ โดยพระภิกษุจะแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพุทธศาสนา สติ และหนทางสู่การตรัสรู้ ธรรมบรรยายเหล่านี้มักจะให้ความรู้เชิงปฏิบัติเพื่อรับมือกับความท้าทายของชีวิตสมัยใหม่โดยยังคงยึดมั่นในคุณค่าทางจิตวิญญาณ
การฝึกสติ : วัดแห่งนี้มีกิจกรรมฝึกสติแบบมีคำแนะนำที่ส่งเสริมให้ใช้ชีวิตในปัจจุบันขณะ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมฝึกมีสติมากขึ้นและลดความเครียด
การสวดมนต์และพิธีกรรม : ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมพิธีสวดมนต์และพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า
บรรยากาศภายในวัดอันเงียบสงบ
วัดแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและทิวทัศน์ที่เงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันและกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติและตัวตนภายในของตนเอง เสียงนกร้องอันผ่อนคลายและเสียงใบไม้ไหวเบาๆ ในสายลมช่วยเสริมประสบการณ์การทำสมาธิ สภาพแวดล้อมอันเงียบสงบของวัดทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการปลดปล่อยจิตใจและฝึกฝนจิตวิญญาณให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ประสบการณ์ทางวัฒนธรรม
นอกจากการปฏิบัติธรรมแล้ว การไปเยี่ยมชมวัดมิ่งเมืองพลารามยังเป็นโอกาสในการสำรวจมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของจังหวัดขอนแก่น วัดแห่งนี้จัดงานเทศกาลไทยดั้งเดิมต่างๆ ตลอดทั้งปี ทำให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสกับประเพณีและการเฉลิมฉลองในท้องถิ่นด้วยตนเอง กิจกรรมเหล่านี้มักประกอบด้วยการถวายเครื่องเซ่นไหว้ พิธีทำบุญ และกิจกรรมชุมชนที่นำผู้คนมารวมกันด้วยจิตวิญญาณแห่งความปรารถนาดีและความเมตตา

การวางแผนการเยี่ยมชมของคุณ
วัดมิ่งเมืองพลารามสามารถเดินทางไปได้สะดวกจากใจกลางเมืองขอนแก่น ผู้เยี่ยมชมควรสวมเสื้อผ้าสุภาพตามธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อมาเยี่ยมชมวัดไทย และควรมีจิตใจที่เปิดกว้างพร้อมสำหรับการไตร่ตรองและการเรียนรู้ ไม่ว่าคุณจะเป็นชาวพุทธที่เคร่งครัดหรือผู้ที่แสวงหาความสงบและการมีสติ การมาเยี่ยมชมวัดแห่งนี้จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและมีแรงบันดาลใจทางจิตวิญญาณ

วัดมิ่งเมืองพลารามในจังหวัดขอนแก่นไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมในบรรยากาศที่สงบและเอื้ออาทรอีกด้วย วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มอบความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างการเสริมสร้างจิตวิญญาณและการดื่มด่ำกับวัฒนธรรม จึงทำให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ต้องมาเยี่ยมชมสำหรับทุกคนที่มาเที่ยวจังหวัดขอนแก่น

12
วัดสันก้างปลาไหว้พระเจ้าทันใจหน้าตัก 4 เมตรแนะนำใส่ชุดขาวเข้าคอร์สภาวนาญาณเสริมสร้างสติ รักษาจิต พัฒนาปัญญา

วัดสันก้างปลาเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ วัดนี้เป็นวัดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดที่มีความสวยงามและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัดนี้เป็นวัดที่ได้รับการสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและเป็นวัดที่ได้รับการบูรณะและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดสันก้างปลา

วัดสันก้างปลาตั้งอยู่ในทิวเขาอันเขียวขจีและเงียบสงบของเชียงใหม่ เป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบสำหรับผู้ที่แสวงหาการเติบโตทางจิตวิญญาณผ่านการทำสมาธิ อัญมณีที่ซ่อนอยู่แห่งนี้ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความเงียบสงบและประเพณีทางพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึก เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันและดื่มด่ำไปกับการเดินทางเพื่อค้นพบตัวเอง

ความสงบของวัดสันก้างปลา
วัดสันก้างปลาไม่ได้เป็นแค่เพียงวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามจนน่าทึ่ง เมื่อคุณก้าวเข้าไปในบริเวณวัด คุณจะได้พบกับบรรยากาศอันเงียบสงบ พร้อมเสียงธรรมชาติอันผ่อนคลาย เช่น เสียงนกร้อง เสียงใบไม้ไหว และเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ทำให้เกิดบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำสมาธิ สภาพแวดล้อมที่นี่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความมีสติและความสงบภายใน มอบพื้นที่พิเศษให้ผู้มาเยี่ยมชมได้เชื่อมต่อกับตัวตนที่แท้จริงของตนเองอีกครั้ง

โครงการปฏิบัติธรรม ณ วัดสันก้างปลา
วัดแห่งนี้มีโปรแกรมการทำสมาธิหลากหลายรูปแบบให้เลือกทั้งสำหรับผู้ฝึกหัดและผู้ฝึกหัดที่มีประสบการณ์ โดยมีพระภิกษุผู้ทรงความรู้คอยชี้นำ เซสชั่นการทำสมาธิจะเน้นที่การทำสมาธิแบบวิปัสสนา ซึ่งเป็นการทำสมาธิแบบพุทธดั้งเดิมที่ส่งเสริมการมีสติและการรับรู้ตนเอง คำสอนจะส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมสังเกตความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองโดยไม่ยึดติด ซึ่งจะทำให้เข้าใจธรรมชาติของจิตใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ตารางการทำสมาธิมีความยืดหยุ่น โดยจะจัดขึ้นในช่วงเช้าตรู่และเย็น ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมการทำสมาธิเป็นกลุ่มหรือฝึกปฏิบัติด้วยตนเองในมุมสงบของวัดได้ การทำสมาธิจะเงียบในระหว่างที่ปฏิบัติธรรม ช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีสมาธิอย่างลึกซึ้งและเข้าใจโลกภายในของตน

การซึมซับคำสอนของพุทธศาสนา
นอกจากการทำสมาธิแล้ว วัดสันก้างปลายังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับคำสอนของพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรม พระสงฆ์ที่วัดจะบรรยายธรรมะเป็นประจำ โดยแบ่งปันภูมิปัญญาเกี่ยวกับสติ ความเมตตา และหนทางสู่การตรัสรู้ คำสอนเหล่านี้มีรากฐานมาจากประเพณีเก่าแก่หลายศตวรรษ โดยเป็นแนวทางปฏิบัติในการเอาชนะความเครียดและปลูกฝังความสงบภายในในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

สถาปัตยกรรมวัดและประสบการณ์ทางวัฒนธรรม
แม้ว่าวัดสันก้างปลาจะเน้นการทำสมาธิและปฏิบัติธรรมเป็นหลัก แต่ตัววัดเองก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สถาปัตยกรรมแบบล้านนาดั้งเดิมที่มีการแกะสลักอย่างประณีตและรูปปั้นสีทองช่วยเพิ่มความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ให้กับผู้มาเยือน ผู้เยี่ยมชมสามารถใช้เวลาสำรวจบริเวณวัด ชมพระพุทธรูปที่งดงาม และดื่มด่ำกับบรรยากาศอันเงียบสงบ

วัดแห่งนี้ยังจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี รวมถึงพิธีกรรมและเทศกาลทางพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสกับวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณอันล้ำค่าของภาคเหนือของประเทศไทย

การเดินทางแห่งการค้นพบตนเอง
วัดสังกังปลาไม่ได้เป็นแค่สถานที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเดินทางเพื่อค้นพบตัวเองอีกด้วย ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ในการทำสมาธิหรือกำลังแสวงหาวิธีปฏิบัติธรรมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สภาพแวดล้อมอันเงียบสงบ คำแนะนำที่มีความรู้ และคำสอนโบราณที่วัดสังกังปลาจะสร้างพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการเติบโตทางจิตใจและการบำบัดทางจิตวิญญาณ

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายในเชียงใหม่ การไปเยี่ยมชมวัดสันกังปลาจะเป็นโอกาสที่จะค้นหาความสงบภายใน เรียนรู้บทเรียนชีวิตที่มีคุณค่า และกลับบ้านด้วยความรู้สึกสดชื่นและมีพลัง

ข้อมูลเชิงปฏิบัติ
ที่ตั้ง : วัดสันก้างปลา ตั้งอยู่บริเวณชนบทของเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 30 นาทีหากเดินทางโดยรถยนต์ บรรยากาศเงียบสงบจึงเหมาะแก่การนั่งสมาธิเป็นอย่างยิ่ง
การเดินทาง : สามารถเดินทางมายังวัดได้โดยรถยนต์หรือระบบขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ ผู้เยี่ยมชมยังสามารถจองทัวร์พร้อมไกด์ซึ่งมีกิจกรรมนั่งสมาธิได้อีกด้วย
เวลาที่ควรไปเยี่ยมชม : วัดแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี สำหรับผู้ที่สนใจประสบการณ์ที่เต็มอิ่มยิ่งขึ้น สามารถเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมได้ในช่วงเวลาต่างๆ ตลอดทั้งปี ขอแนะนำให้ตรวจสอบตารางเวลาและความพร้อมของวัดกับทางวัด
พักผ่อนจากความธรรมดาและออกเดินทางสู่การเดินทางทางจิตวิญญาณที่วัดสันกังปลา ซึ่งการทำสมาธิมาพบกับสติสัมปชัญญะในใจกลางความงามทางธรรมชาติของเชียงใหม่

13
townhouse ซิตี้เซนส์ บางนา กม.26 (Citysense Bangna Km 26)
เริ่มต้น 2 ลบ.

ซิตี้เซนส์ บางนา กม.26 (Citysense Bangna Km 26)
เตรียบพบโครงการใหม่ พรีเมียมทาวน์โฮมหลังใหญ่ อลังการส่วนกลาง พร้อมวิวทะเลสาบ เร็วๆ นี้

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ            ซิตี้เซนส์ บางนา กม.26 (Citysense Bangna Km 26)
 เจ้าของโครงการ       ปริญสิริ
 แบรนด์ย่อย             ซิตี้เซนส์
 ราคา                     เริ่มต้น 2 ลบ.

 ประเภทบ้าน        ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม (Townhouse Townhome)
 ลักษณะทำเล       บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ      46 ไร่
 จำนวนบ้าน         498 หลัง
 แบบบ้านทั้งหมด   1 แบบ
  เนื้อที่บ้าน          ตั้งแต่ 17.5 ถึง 32.5 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย        โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนชั้น          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 หน้ากว้าง           โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน    โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนที่จอดรถ    โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค      สวนสาธารณะ, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, รปภ., CCTV, อื่นๆ (Bike Lane, Kids Room), สนามเด็กเล่น

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน
 ที่ตั้ง
 ขนส่งสาธารณะ          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สถานที่สำคัญใกล้เคียง โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ปีที่สร้างเสร็จ            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

14
บริการทำความสะอาด: รู้ทัน ปัญหาคราบไอน้ำมันเหนียวและ 4 วิธีขจัดคราบ

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ใช้ “ห้องครัว” ทำอาหารอยู่เป็นกิจวัตร แต่ต้องมาคอยหงุดหงิดใจกับคราบเหนียวเหนอะบนพื้นที่ไม่ทราบสาเหตุ บทความนี้มีคำตอบ! เราขอพาไปดูสาเหตุของคราบเหนียวตัวร้ายที่เกิดจากไอน้ำมัน ปัญหาความสกปรกที่เจอได้บ่อย ๆ ในห้องครัวที่ใช้งานเป็นประจำ และแนะนำวิธีป้องกัน รวมถึงการทำความสะอาดคราบเหนียวให้พื้นห้องครัวให้กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ พร้อมชี้เป้าน้ำยาถูพื้นที่ปลอดภัยต่อเด็กและคนในบ้าน

คราบไอน้ำมัน สร้างความเหนียวบนพื้นห้องครัว

คราบไอน้ำมันเหนียวบนพื้นห้องครัว เกิดจากการระเหยของน้ำมันและไขมันจากอาหาร ประกอบกับความชื้นจากอากาศและฝุ่นละอองที่สะสมเป็นเวลานาน จับตัวกันและตกค้างบนพื้นผิวต่าง ๆ ของห้องครัว เช่น พื้น ผนัง ภาชนะ จนกลายเป็นคราบเหนียวติดแน่น

หากปล่อยคราบเหล่านี้สะสมเป็นเวลานาน และไม่ทำความสะอาดให้ดี จะเริ่มมีกลิ่นหืน เป็นต้นตอของความอับชื้นในห้องครัว และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดได้

รู้ทัน 4 จุดเกิดคราบไอน้ำมันเหนียว มีตรงไหนบ้าง?

คราบไอน้ำมันเหนียว เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในครัวเรือนและในพื้นที่ที่มีการประกอบอาหาร โดยเฉพาะบริเวณพื้นและผนัง หากไม่ทำความสะอาดทันที คราบน้ำมันจะสะสมและกลายเป็นคราบเหนียวได้ง่าย โดยมี 4 จุดสำคัญในห้องครัวที่ต้องดูให้ดีดังนี้

    ผนังและพื้นห้องครัว เป็นบริเวณที่พบคราบไอน้ำมันได้บ่อย เนื่องจากน้ำมันและไขมันจะกระเด็นไปติด
    เตาแก๊ส เป็นบริเวณที่พบคราบไอน้ำมันได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดของควันและไอน้ำมันโดยตรง ในขณะประกอบอาหาร
    เคาน์เตอร์ครัว เป็นบริเวณที่ไอน้ำมันจะลอยไปเกาะตามพื้นที่บนเคาน์เตอร์ครัว และสะสมจนกลายเป็นคราบเหนียว
    เครื่องดูดควัน ทำหน้าที่ดูดคราบไอน้ำมันในอากาศไปเก็บไว้ที่ตะแกรงกรอง หากไม่ทำความสะอาดตะแกรงกรองบ่อย ๆ คราบเหล่านี้จะสะสมและกลายเป็นคราบเหนียวได้ง่าย

ป้องกันก่อนแก้ไข จัดการรับมือกับคราบไอน้ำมันได้อยู่หมัด

    ติดตั้งพัดลมดูดควันในห้องครัว เพื่อดูดไอน้ำมันและกลิ่นอาหารออกไป เพื่อลดการเกิดคราบไอน้ำมัน และป้องกันการสะสมของไขมันและคราบสกปรกในห้องครัว
    ติดตั้งฉากกั้นน้ำมัน ป้องกันการกระเด็นที่ทำให้เกิดคราบบริเวณผนังและพื้นครัว
    ใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไปกับการทำอาหาร โดยไม่ใช้ไฟแรงที่ทำให้เกิดการเผาไหม้สูง ทำให้เกิดเป็นควันและไอน้ำมันที่จะไปสะสมตามพื้นผิวในห้องครัว
    ทำความสะอาดอุปกรณ์และพื้นห้องครัวหลังประกอบอาหาร โดยใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาถูพื้นครัวสูตรอ่อนโยนที่ปลอดสารเคมี ปลอดภัยต่อเด็กและสัตว์เลี้ยง

4 วิธีช่วยบอกลาคราบเหนียวจากไอน้ำมัน

    กระดาษซับน้ำมัน : นำกระดาษมาซับน้ำมันส่วนเกินออกจากภาชนะครัวและพื้นครัวให้ได้มากที่สุด จะช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
    น้ำส้มสายชู : ผสมน้ำอุ่นและน้ำส้มสายชู อัตราส่วน 2:1 ส่วน เข้าด้วยกัน แล้วฉีดพ่นบริเวณที่มีคราบเหนียวจากน้ำมันบนพื้น ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วเช็ดทำความสะอาด
    เบกกิงโซดา : ผสมเบกกิงโซดากับน้ำอุ่นจนได้สารละลายลักษณะข้นเหนียว แล้วทาลงบนพื้นห้องครัวหรือพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาด ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วใช้ผ้าเช็ดออก คราบเหนียวจากน้ำมันจะหลุดออก
    แอลกอฮอล์และเกลือ : ผสมเกลือและแอลกอฮอล์ อัตราส่วน 4:1 ทาลงบนคราบน้ำมันบนพื้นครัว จากนั้นใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเกลือออก สุดท้ายเช็ดด้วยผ้าแห้งให้สะอาด นอกจากจะขจัดคราบไขมันและน้ำมันแล้ว ยังช่วยกำจัดเชื้อโรคไปพร้อมกันอีกด้วย

15
การปฏิบัติตัวและดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยที่ไตเริ่มเสื่อม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

เมื่อป่วยเป็นโรคไต ประสิทธิภาพการทำงานของไตก็จะลดลง ส่งผลให้การควบคุมการขับของเสียออกจากร่างกายแย่ไปด้วย ดังนั้นผู้ป่วยที่ไตเริ่มเสื่อม และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ต้องดูแลตัวเองให้ดีไม่แพ้ผู้ป่วยโรคอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องคุมความเสี่ยงและโรคร่วมซึ่งมีผลกับไต ระวังการใช้ยาและสมุนไพรที่เป็นผลเสียต่อไต รวมไปถึงการลดเค็มในอาหารที่รับประทานที่เป็นเรื่องต้องใส่ใจให้มาก เนื่องจากเกลือที่แฝงมากับอาหารในปริมาณที่สูงมากจะก่อให้เกิดโรคไตและทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอยู่แล้วแย่ลงได้

การชะลอความเสื่อมของไต

หลักการที่สำคัญของการรักษาโรคไตเรื้อรัง คือ การปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงร่วมกับการรักษาเพื่อชะลอความเสื่อมของไตไม่ทำให้ไตเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ และยืดระยะเวลาที่จะเข้าสู่ภาวะโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายให้นานที่สุด ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกระยะล้วนได้ประโยชน์จากการรักษาเพื่อชะลอความเสื่อมไต ไม่ว่าจะเป็นระยะแรกซึ่งเนื้อเยื่อไตยังไม่ได้รับความเสียหายมากนักและการทำงานไตโดยรวมยังผิดปกติไม่มาก จนถึงระยะ 3-4 ขึ้นไปซึ่งการทำงานไตเสื่อมไปมากแล้วก็ตาม การรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไต มีดังนี้

1.    การควบคุมโรคร่วมต่างๆ ให้อยู่ในภาวะปกติ และควรรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เช่น ความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมความดันโลหิตไม่เกิน 130/80 mmHg (หรืออาจให้ความดันตัวบนน้อยกว่า 120 mmHg ถ้าไม่มีอาการผิดปกติ) หรือ โรคเบาหวาน คุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วง 70-110 mg/dL หรือน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HBA1c) น้อยกว่า 6.5-7.0 ถ้าเป็นโรคเก๊าท์ พยายามอย่าให้โรคกำเริบ รักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ปกติ เป็นต้น

2.    การควบคุมอาหาร ซึ่งการรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคไตจะไม่เหมือนกับคนทั่วไป จะต้องมีการควบคุมปริมาณโปรตีนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และป้องกันสภาวะขาดสารอาหาร แต่ก็ไม่มากจนเกินไปจนทำให้ไตทำงานหนักจากการขับของเสียจากการเผาผลาญโปรตีนที่มากเกินไป ส่วนใหญ่มักต้องเริ่มมีการจำกัดโปรตีนเมื่อไตเสื่อมเรื้อรังระยะที่ 4 ขึ้นไป นอกจากนี้ยังต้องควบคุมให้ปริมาณโซเดียมและโพแทสเซียมอยู่ในระดับปกติ เพื่อควบคุมอาการบวม ความดันโลหิตสูง ป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้น

3.    หลีกเลี่ยงอาหารไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ ไขมันจากกะทิ เนย น้ำมันมะพร้าว ผลิตภัณฑ์นมเนยมาการีน และไข่แดง เป็นต้น รวมทั้งอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชต่างๆ ปูม้า ปลาซาดีน ปลาไส้ตัน น้ำอัดลม โยเกิร์ต ช็อคโกแลต ชา กาแฟ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง เนยแข็ง และนม นอกจากนี้ควรดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์

4.    การใช้ยาและสมุนไพรบางชนิด ยาบางชนิดหากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดผลเสียต่อไตได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไตทำงานเสื่อมมากแล้ว และควรใช้ยาอย่างระมัดระวัง เช่น

5.        ยาน้ำแก้ไอ ยาน้ำแก้ปวดท้อง ส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมของสมุนไพร หากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมของโพแทสเซียม ซึ่งจะมีปัญหาได้ในผู้ป่วยโรคไตที่มีโอกาสเกิดการคั่งของเกลือแร่โพแทสเซียมง่าย

6.        ยาแก้ปวดลดอักเสบ โดยเฉพาะกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกกันว่า NSAIDs มีผลทำให้ไตเสื่อมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้

7.        ยาระบายหรือยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมและแมกนีเซียม อาจทำให้เกิดการสะสมของเกลือแร่เหล่านี้จนเป็นพิษต่อร่างกาย

8.        ยาที่มีส่วนประกอบของโซเดียม ยาที่ต้องละลายน้ำ หรือวิตามินอื่นๆ เช่น ยาแอสไพรินชนิดเม็ดฟู่ วิตามินที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้รับประทาน อาจทำให้ร่างกายมีภาวะโซเดียม น้ำ และเกลือแร่เกินในร่างกาย

9.        อาหารเสริมต่างๆ ยาจีน ยาแผนโบราณ และสมุนไพรต่างๆ อาจมีส่วนประกอบของเกลือแร่บาง หรือสารเคมีซึ่งทำให้เกิดการสะสมในร่างกายได้จนเกิดอันตรายต่อไต

10.    ทั้งนี้ญาติ ผู้ดูแล และผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งถึงรายการยา รวมทั้งวิตามิน อาหารเสริม สมุนไพร ที่ผู้ป่วยได้รับในปัจจุบัน

11.    การงดสูบบุหรี่ เนื่องจากจะทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น ส่งผลต่อระบบหลอดเลือดทั้งร่างกายรวมทั้งที่ไต ผู้ป่วยโรคไตจึงควรงดการสูบบุหรี่

12.    การออกกำลังกาย ผู้เป็นโรคไตสามารถออกกำลังกายได้ ตามความเหมาะสมแต่ต้องไม่รุนแรง และไม่เหนื่อยจนเกินไป เช่น การออกกำลังกายในร่ม การเดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ซึ่งควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ โดยค่อยๆเพิ่มเวลาจนสามารถออกกำลังกายได้ประมาณ30-60 นาที ต่อวัน รวมอย่างน้อย 150 นาที ต่อสัปดาห์ และ และปรับความเข้มข้นของการออกกำลังกายเป็นแบบหนักปานกลาง (moderate intensity exercise) ขึ้นไป เช่น วิ่งเร็วพอประมาณ รู้สึกเหนื่อย แต่ยังพอพูดเป็นประโยคสั้นๆได้


การดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่บำบัดทดแทนไต

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ที่อยู่ในระยะที่ 3 ถึงระยะที่ 5 รวมถึงผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการฟอกเลือดและผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไตที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ถือเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำ ดังนี้

1.    การควบคุมน้ำหนักตัว ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีปัสสาวะแล้ว ถ้าหากผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 กิโลกรัม (น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมต่อวัน) มักจะมีอาการบวมน้ำ เหนื่อย ความดันโลหิตสูง อาการเหล่านี้จะมีความรุนแรงตามน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก เมื่อรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำเป็นต้องมีการดึงน้ำออกจากร่างกายมากและรวดเร็ว ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตต่ำ หรือ ตะคริวและมักจะมีอาการเพลียได้ ส่วนในผู้ป่วยที่ล้างไตผ่านช่องท้องหากทำได้สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมักไม่ค่อยเกิดภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากมีการขับน้ำจากการล้างไตผ่านช่องท้องอยู่ตลอด ยกเว้นแต่ไม่คุมน้ำและล้างไตไม่สม่ำเสมอหรือไม่ถูกวิธี ส่วนผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายไตมักจะยังมีปัสสาวะออกดีหรือยังตอบสนองด้วยการให้ยาขับปัสสาวะ จึงไม่ค่อยเจอภาวะบวมน้ำรุนแรง เว้นแต่การทำงานไตทรุดรุนแรงอย่างรวดเร็ว

2.    ดื่มน้ำและเครื่องดื่มให้พอดี โดยดูจากน้ำหนักตัว ปริมาณปัสสาวะที่ออกต่อวัน ควรชั่งน้ำหนักทุกวัน น้ำหนักตัวควรคงที่หรือเปลี่ยนแปลงไม่มาก ถ้าน้ำหนักตัวมากขึ้นต้องลดปริมาณเครื่องดื่มให้น้อยลง (รายที่ยังมีปัสสาวะออกดีอาจไม่มีปัญหาเรื่องบวม ยังสามารถทานน้ำเครื่องดื่มได้ตามปกติ แต่ไม่ควรเกิน 2-3 ลิตรต่อวัน)

    ควบคุมการรับประทานอาหาร เช่น
        หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำมาก เช่น ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ซุป น้ำผลไม้
        รับประทานอาหารรสอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม รสจัด
        หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองเค็มและไม่เติมเกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสเค็ม
        ระมัดระวังในการรับประทานผักและผลไม้ตามปริมาณที่แพทย์กำหนด
    รับประทานยาที่แพทย์สั่งตามเวลาอย่างเคร่งครัด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทานอาหารเสริม ยาบำรุง สมุนไพร เพราะอาจเกิดอันตราย
 
   การป้องกันการติดเชื้อ เช่น
        การรักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณมือและเท้า
        หมั่นทำความสะอาดแขนบริเวณที่ลงเข็มทุกครั้งที่มาทำการฟอกเลือด และรักษาแผลบริเวณที่ลงเข็มหลังจากการฟอกเลือด ดูแลไม่ให้แผลที่ปิดสายฟอกเลือด หรือสายล้างไตทางช่องท้องโดนน้ำ
        กลุ่มเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เช่น ผู้ป่วยฟอกเลือดหากมีอาการปวดบริเวณเส้นฟอกเลือดและมีไข้ หรือผู้ป่วยล้างท้อง ถ้ามีอาการปวดท้องมีไข้ ถ่ายเหลว หรือ น้ำยาที่ปล่อยจากการล้างท้องสีขุ่นมีเลือดปน หรือผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่มีอาการผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อได้และบางรายอาจไม่มีไข้ได้
    ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติและควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน ถ้ารู้สึกเหนื่อยมากหรือใจสั่นให้หยุดทันที
    การสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นขณะอยู่ที่บ้าน หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อตรวจรักษาอย่างทันที เช่น
        อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เป็นลมหน้ามืดง่าย
        อาการแขนขาชา หรือไม่มีแรง
        มีภาวะน้ำท่วมปอด เกิดจากมีน้ำและเกลือโซเดียมส่วนเกินคั่งทำให้น้ำท่วมที่ปอด จะมีอาการเหนื่อยหอบ ไอ นอนราบไม่ได้ ออกซิเจนในเลือดต่ำ
        อาการชักเกร็งหรือวูบหมดสติ อาจเป็นโรคปัจจุบันของสมองหรือหัวใจ
        อาการเจ็บหน้าอก ร้าวไปที่กรามแขนซ้ายหรือหลังอาจเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้
        อาการใจสั่น ชีพจรเต้นผิดปกติ อาจเกิดจากอาการของโพแทสเซียมในเลือดสูงจนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

หน้า: [1] 2 3 ... 31





























































กลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่
ทํายังไงให้ขายของดี ออนไลน์
วิธีการหาลูกค้าของ sale
วิธีหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
การหาลูกค้าใหม่ รักษาลูกค้าเก่า
ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
เพิ่มฐานลูกค้าใหม่
รวมเว็บลงประกาศฟรี ล่าสุด
รวมเว็บประกาศฟรี
โพสต์ขายของฟรี
ลงโฆษณาสินค้าฟรี
โฆษณาฟรี
ประกาศฟรี
เว็บฟรีไม่จำกัด
ทำ SEO ติด Google
ลงประกาศขาย
เว็บฟรียอดนิยม
โพสโฆษณา
ประกาศขายของ
ประกาศหางาน
บริการ แนะนำเว็บ
ลงประกาศ
รวมเว็บประกาศฟรี
รวมเว็บซื้อขาย ใช้งานง่าย
ลงประกาศฟรี ทุกจังหวัด
ต้องการขาย
ปล่อยเช่า บ้าน คอนโด ที่ดิน
ขายบ้าน คอนโด ที่ดิน
ประกาศฟรี ไม่มี หมดอายุ
เว็บประกาศฟรี ติดอันดับ
ฝากร้านฟรี โพ ส ฟรี
ลงประกาศฟรี กรุงเทพ
ลงประกาศฟรี ทั่วไทย
ลงประกาศโฆษณาฟรี
ลงประกาศฟรี 2023
รวมเว็บลงประกาศฟรี

ไม่รู้จะขายอะไรดี
อยากขายของดี
ขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ
ขายสินค้าไม่สต๊อกสินค้า
เริ่มขายของออนไลน์
รับทำ seo ด่วน
smf โพสฟรี
smf ขายของออนไลน์อะไรดี
smf โพสฟรี
อยากขายของออนไลน์ smf
ขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ
smf เริ่มต้นขายของออนไลน์
ไอ เดีย การขายของออนไลน์
เว็บขายของออนไลน์
เริ่ม ขายของออนไลน์ โพสฟรี
smf ขายของออนไลน์ที่ไหนดี
เทคนิคการโพสต์ขายของ
smf โพสต์ขายของให้ยอดขายปัง
โพสต์ขายของให้ยอดขายปังโพสฟรี
smf ขายของในกลุ่มซื้อขายสินค้า
โพสขายของยังไงให้มีคนซื้อ
smf โพสขายของแบบไหนดี
โพสฟรีแคปชั่นโพสขายของยังไงให้ปัง
smf แคปชั่นแม่ค้าออนไลน์
แคปชั่นแม่ค้าออนไลน์ โพสฟรี
ขายของให้ออร์เดอร์เข้ารัว ๆ
smf โพสต์เรียกลูกค้า
โพสต์เรียกลูกค้าโพสฟรี
smf ขายของออนไลน์ให้ปัง
smf โพสต์ขายของ
smf เขียนโพสขายของโดนๆ
แคปชั่นเปิดร้าน โพสฟรี
smf วิธีโพสขายของให้น่าสนใจ
วิธีเพิ่มยอดขาย โพสฟรี
smf เทคนิคเพิ่มยอดขาย

โพสกระตุ้นยอดขาย
วิธีกระตุ้นยอดขาย เซลล์
วิธีแก้ปัญหายอดขายตก
เริ่มต้นขายของ
แหล่งรับของมาขายออนไลน์
ขายของออนไลน์อะไรดี
อยากขายของออนไลน์
เพิ่มยอดขายให้เข้าเป้า
เว็บบอร์ดฟรี
โปรโมทฟรี
มีลูกค้าเพิ่ม - YouTube
ผลักดันยอดขายโปรโมทฟรี
โปรโมทผลักดันยอดขาย
โปรโมทแผนการเพิ่มยอดขายให้ได้ผล
โปรโมทวิธีการวางแผนการเพิ่มยอดขาย
ยอดขายไม่ดีควรทำอย่างไร
ยอดขายตกเกิดจากอะไร
ทำไมต้องเพิ่มยอดขาย
ขายฟรี
ยอดการขาย คืออะไร
กลยุทธ์เพิ่มยอดขาย
โพสฟรีการกระตุ้นยอดขาย
โปรโมทกระตุ้นยอดขาย
โปรโมทฟรีออนไลน์กระตุ้นยอดขาย
ประกาศฟรีเพิ่มยอดขาย
ลงประกาศเพิ่มยอดขาย
ฝากร้านฟรีเพิ่มยอดขาย
ลงประกาศฟรีใหม่ ๆ เพิ่มยอดขาย
เว็บประกาศฟรีเพิ่มยอดขาย
Post ฟรี
ประกาศขายของฟรี
ประกาศฟรี
โพส SEO
ลงโฆษณาฟรี
โปรโมทเพจร้านค้า

หากลยุทธ์เพิ่มยอดขาย
ทําไงให้ลูกค้าเข้าร้านเยอะ ๆ
กลยุทธ์เพิ่มยอดขาย
เคล็ดลับขายของดี
ค้าขายไม่ดีทำอย่างไรดี
งานโพสโปรโมทงาน
ทํายังไงให้ขายของดี ออนไลน์
รวม SMFขายสินค้า
ประกาศฟรีออนไลน์
ลงประกาศ สินค้า
เว็บบอร์ด โพสต์ฟรี
ลงประกาศ ซื้อ-ขาย ฟรี
ชุมชนคนไอทีขายสินค้า
ลงประกาศฟรีใหม่ๆ 2023
โปรโมทธุรกิจฟรี
โปรโมทสินค้าฟรี
แจกฟรี รายชื่อเว็บลงประกาศฟรี
โปรโมท Social
โปรโมท youtube
แจกฟรี รายชื่อเว็บ
แจกฟรีโพสเว็บบอร์ดsmf
เว็บบอร์ดsmfโพสฟรี
รายชื่อเว็บบอร์ดขายสินค้าฟรี
ลงประกาศฟรี เว็บบอร์ด
เว็บบอร์ดขายสินค้าฟรี
ฟรี เว็บบอร์ด แรงๆ
โพสขายสินค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย
โฆษณาเลื่อนประกาศได้
ขายของออนไลน์
แนะนำ 6 วิธีขายของออนไลน์
อยากขายของออนไลน์
เริ่มต้นขายของออนไลน์
ขายของออนไลน์ เริ่มยังไง
ชี้ช่องขายของออนไลน์
การขายของออนไลน์
สร้างเว็บฟรีประกาศ